Bunyawat Witthayalai School

บุญวาทย์วิทยาลัย: ร้อยแก้วแห่งการศึกษา ร้อยยี่สิบห้าปีแห่งเกียรติภูมิ สถานศึกษารัฐบาลแห่งแรกของลำปาง

โดย นายมติ วงศ์ทิพจักร ศิริพันธุ์


ท่ามกลางขุนเขาสูงตระหง่านและสายน้ำวังที่ไหลรินหล่อเลี้ยงชีวิต เมืองลำปาง หรือ “นครเขลางค์” ดินแดนแห่งรถม้าและวัฒนธรรมอันรุ่งเรือง ได้ถือกำเนิดสถานศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการศึกษาในภูมิภาคแห่งนี้ นาม “โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย” โรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของจังหวัดลำปาง ที่หยั่งรากลึกยาวนานมากว่าศตวรรษ เป็นประจักษ์พยานแห่งความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ปัญญาและพัฒนาเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมือง


เรื่องราวของบุญวาทย์วิทยาลัยเริ่มต้นขึ้นในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยุคสมัยที่สยามประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นอารยะ การปฏิรูปการศึกษาเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยทัดเทียมนานาชาติ


ปฐมบทแห่งการก่อตั้ง: จากวัดพระแก้วดอนเต้าสู่วัดแสงเมืองมา

ใน ปีรัตนโกสินทร์ศก 117 (พ.ศ. 2441) ซึ่งตรงกับช่วงเวลาแห่งการขยายตัวของการศึกษาแผนใหม่ในสยาม ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของจังหวัดลำปางขึ้น ณ บริเวณอันศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง  วัดพระแก้วดอนเต้า วัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตดอนเต้า อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมือง


ณ วัดพระแก้วดอนเต้าแห่งนี้ โรงเรียนแห่งแรกของลำปางได้เริ่มเปิดทำการเรียนการสอน ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบและร่มเย็นของวัดวาอาราม เป็นการเริ่มต้นที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความหวัง เป็นการวางศิลาฤกษ์แห่งการศึกษาแผนใหม่ในดินแดนล้านนาตะวันออกแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้น ณ วัดพระแก้วดอนเต้าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นชั่วคราว เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานที่และปัจจัยอื่นๆ โรงเรียนจึงต้องโยกย้ายสถานที่ตั้งในระยะเวลาอันรวดเร็ว ราว ปีรัตนโกสินทร์ศก 118 (พ.ศ. 2442) เพียงหนึ่งปีให้หลังจากการก่อตั้ง โรงเรียนได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ วัดสุชาดา อีกหนึ่งวัดสำคัญในเมืองลำปาง การย้ายสถานที่ตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแสวงหาสถานที่ที่เหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการจัดการศึกษาในยุคแรกเริ่ม


แต่การย้ายไปยังวัดสุชาดาก็ยังคงเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ใน ปีรัตนโกสินทร์ศก 119 (พ.ศ. 2443) โรงเรียนได้ย้ายสถานที่ตั้งอีกครั้ง คราวนี้ไปอยู่ที่ วัดแสงเมืองมา วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำปาง การย้ายสถานที่ตั้งถึงสามครั้งภายในระยะเวลาเพียงสองปี แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในระยะเริ่มต้นของการก่อตั้งโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้เกี่ยวข้องในการที่จะทำให้โรงเรียนแห่งนี้สามารถยืนหยัดและเติบโตต่อไปได้


ยุคทองแห่งการอุปถัมภ์: เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตและนามพระราชทาน

จุดเปลี่ยนสำคัญของโรงเรียนแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางในยุคนั้น ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในการพัฒนาบ้านเมืองและประชาชน จึงได้ให้การสนับสนุนและอุปถัมภ์โรงเรียนอย่างเต็มที่


ภายใต้การอุปถัมภ์ของเจ้าบุญวาทย์ฯ โรงเรียนได้ย้ายจากวัดแสงเมืองมามาตั้งอยู่ บริเวณหน้าคุ้มหลวง อันเป็นจวนที่ประทับของเจ้าผู้ครองนคร การย้ายมายังหน้าคุ้มหลวงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่เจ้าบุญวาทย์ฯ ทรงมีต่อโรงเรียน และเป็นการเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้ใกล้ชิดกับศูนย์กลางการปกครองและชุมชนเมืองมากยิ่งขึ้น


การย้ายมาตั้งที่หน้าคุ้มหลวงส่งผลให้จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานที่เรียนเดิมเริ่มไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนที่มากขึ้น เจ้าบุญวาทย์ฯ ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พระองค์ได้ทรง ซื้อที่ดินบริเวณห้างกิมเซ่งหลี ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำล้อม อำเภอเมืองลำปางในปัจจุบัน (ปัจจุบันคือบริเวณที่ตั้งของโรงแรมอรุณศักดิ์) เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนแห่งใหม่

การตัดสินพระทัยซื้อที่ดินและย้ายโรงเรียนมายังบริเวณห้างกิมเซ่งหลี ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยอย่างแท้จริง ที่ดินแห่งใหม่นี้มีความกว้างขวางและเหมาะสมต่อการพัฒนาโรงเรียนให้เจริญก้าวหน้า เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของเจ้าบุญวาทย์ฯ ในการพัฒนาการศึกษาของเมืองลำปาง


ปีมหามงคลแห่งนามพระราชทาน: 26 พฤศจิกายน รศ. 124 (พ.ศ. 2448)

ปีรัตนโกสินทร์ศก 124 (พ.ศ. 2448) เป็นปีประวัติศาสตร์ของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย เนื่องจากเป็นปีที่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ ณ บริเวณห้างกิมเซ่งหลี


การเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชหฤทัยที่ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาในหัวเมือง และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหาร ครู อาจารย์ และนักเรียนของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง


ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรง พระราชทานนามโรงเรียน แห่งนี้ว่า “บุญวาทย์วิทยาลัย” ตามราชทินนามของเจ้าหลวงบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความขอบคุณในพระกรุณาธิคุณของเจ้าหลวงบุญวาทย์ฯ ที่ได้ทรงอุปถัมภ์และทำนุบำรุงโรงเรียนมาโดยตลอด


เหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ได้รับการบันทึกไว้ใน พระราชนิพนธ์ “ลิลิตพายัพ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงใช้พระนามแฝงว่า “หนานแก้วเมืองบูรพ์” โดยทรงบรรยายถึงเหตุการณ์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยไว้ว่า:

วันที่ซาวหกนั้น เสด็จไป
ทรงเปิดโรงเรียนไทย ฤกษ์เช้า
บุญวาทย์วิทยาลัย ขนานชื่อ ประทานนอ
เป็นเกียรติยศแด่เจ้า ปกแคว้นลำปาง

จากพระราชนิพนธ์บทนี้ ทำให้เราทราบถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่ 26 พฤศจิกายน รศ. 124 (พ.ศ. 2448) เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยอย่างเป็นทางการ และพระราชทานนามอันเป็นมงคลนาม เพื่อเป็นเกียรติยศแก่เจ้าผู้ครองนครลำปาง


นับแต่นั้นมา โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยจึงได้ถือเอา วันที่ 26 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น วันสถาปนาโรงเรียน เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระอันเป็นมงคลแห่งการก่อตั้งโรงเรียน


โรงเรียนเจ้าชื่นและบุญทวงศ์อนุกูล: สายธารแห่งการศึกษาที่ไหลรวมกัน

หลังจากที่โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยได้ย้ายออกมาตั้งอยู่ที่บริเวณห้างกิมเซ่งหลีแล้ว เจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิตมิได้ทรงละเลยการศึกษาของบุตรหลานและประชาชนในเขตพระราชฐาน พระองค์ได้ทรงก่อตั้ง โรงเรียนแห่งใหม่ขึ้นอีกโรงเรียนหนึ่ง ณ บริเวณ หอพระในสวนดอกไม้ของคุ้มหลวง


โรงเรียนแห่งใหม่นี้ในระยะแรกมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นสถานศึกษาสำหรับบุตรหลานของเจ้าหลวงและข้าราชบริพารในคุ้มหลวง ต่อมาจึงได้ขยายการรับนักเรียนไปยังเด็กที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง โรงเรียนแห่งนี้ในระยะแรก ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกว่า “โรงเรียนเจ้าชื่น” ตามพระนามของแม่เจ้าเมืองชื่น พระชายาของเจ้าบุญวาทย์ฯ


ต่อมา โรงเรียนเจ้าชื่นได้ย้ายสถานที่ตั้งมาอยู่ บริเวณหน้าคุ้มหลวงโดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โรงเรียนบุญทวงศ์อนุกูล” ตามพระนามเดิมของเจ้าหลวงบุญวาทย์วงษ์มานิต อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านทั่วไปยังคงนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “โรงเรียนหน้าคุ้ม” เพื่อความสะดวกในการเรียกขาน


โรงเรียนบุญทวงศ์อนุกูลได้ดำเนินกิจการควบคู่ไปกับโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย เป็นสถานศึกษาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองลำปาง จนกระทั่งถึง ปีพุทธศักราช 2472 ด้วยเหตุผลด้านการบริหารจัดการและเพื่อความเจริญก้าวหน้าของการศึกษาโดยรวม  โรงเรียนบุญทวงศ์อนุกูลจึงได้ย้ายมาเรียนรวมกับโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย เป็นการรวมสายธารแห่งการศึกษาทั้งสองสายให้เป็นหนึ่งเดียว เสริมสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยให้มากยิ่งขึ้น


จากห้างกิมเซ่งหลีสู่สถานที่ปัจจุบัน: การขยายตัวและความเจริญก้าวหน้า

เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึง ปีพุทธศักราช 2474 สถานที่เรียนของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ณ บริเวณห้างกิมเซ่งหลี เริ่ม คับแคบเกินกว่าที่จะรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้น ตามการขยายตัวของการศึกษาและการเพิ่มขึ้นของประชากรในเมืองลำปาง


ด้วยเหตุนี้ ทางโรงเรียนและผู้เกี่ยวข้องจึงได้พิจารณาหา สถานที่ตั้งแห่งใหม่ ที่มีความกว้างขวางและเหมาะสมต่อการพัฒนาโรงเรียนในระยะยาว ในที่สุด จึงได้ตัดสินใจย้ายโรงเรียนมาตั้งอยู่ นอกกำแพงเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยในปัจจุบัน


สถานที่ตั้งแห่งใหม่นี้มี เนื้อที่กว้างขวางถึง 40 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา เป็นพื้นที่ที่เอื้ออำนวยต่อการก่อสร้างอาคารเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของโรงเรียนในอนาคต


การย้ายมายังสถานที่ตั้งปัจจุบัน ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย โรงเรียนได้เริ่ม ขยายชั้นเรียนและก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของการศึกษาและจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี


ต่อมา โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยได้ ขยายพื้นที่โรงเรียนออกไปอีก จนมีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 44 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเติบโตและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของโรงเรียนแห่งนี้


ยุคแห่งการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ: เตรียมอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์

ในปีพุทธศักราช 2490 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาการศึกษาในระดับสูงขึ้น โดยได้ เปิดชั้นเตรียมอุดมศึกษาของจังหวัดลำปาง เป็นแห่งแรก เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนในจังหวัดลำปางและจังหวัดใกล้เคียงได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับสูง โดยไม่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อในกรุงเทพมหานคร


การเปิดชั้นเตรียมอุดมศึกษา เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย และเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของสังคมที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในระดับสูง


ในยุคเดียวกันนี้ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ โดยได้ ก่อสร้างอาคารวิทยาศาสตร์ ขึ้นเป็นแห่งแรกของโรงเรียน การก่อสร้างอาคารวิทยาศาสตร์ได้รับเงินงบประมาณส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งได้มาจาก รายได้จากการจัดงานฤดูหนาวของจังหวัดลำปาง รวมถึง เงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์


การก่อสร้างอาคารวิทยาศาสตร์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยในการพัฒนาการศึกษาให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


125 ปี บุญวาทย์วิทยาลัย: ร้อยยี่สิบห้าปีแห่งความภาคภูมิใจและเกียรติคุณ

จากวันแรกของการก่อตั้งเมื่อปีรัตนโกสินทร์ศก 117 (พ.ศ. 2441) จวบจนถึง วันที่ 26 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2566 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยได้ มีอายุครบ 125 ปี เป็นร้อยปีแห่งการสั่งสมประสบการณ์และสร้างสรรค์คุณูปการต่อสังคมและประเทศชาติ


ตลอดระยะเวลา 125 ปี โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยได้ สร้างเยาวชนที่มีคุณภาพให้แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติมาแล้วกว่า 120 รุ่น ศิษย์เก่าของบุญวาทย์วิทยาลัยได้กระจายตัวไปสร้างคุณประโยชน์ในหลากหลายสาขาอาชีพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า


ด้วยเกียรติประวัติอันยาวนานและผลงานอันประจักษ์ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยจึงนับได้ว่าเป็น ร้อยปีแห่งความภาคภูมิใจและเกียรติคุณอย่างแท้จริง เป็นสถานศึกษาที่ทรงคุณค่าและเป็นที่รักยิ่งของชาวลำปางและศิษย์เก่าบุญวาทย์วิทยาลัยทุกคน


เรื่องราวของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย มิใช่เพียงแค่ประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง แต่เป็นเรื่องราวของการพัฒนาการศึกษาไทยในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องราวของการอุทิศตนของผู้บริหาร ครู อาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสร้างสรรค์และพัฒนาโรงเรียนแห่งนี้ให้เจริญก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง


บุญวาทย์วิทยาลัย จะยังคงเป็นสถานศึกษาที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงคู่เมืองลำปางต่อไป เป็นแหล่งบ่มเพาะปัญญาและสร้างสรรค์เยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป สมดังปณิธานแห่งการก่อตั้งโรงเรียน และสมดังนามอันเป็นมงคลนาม “บุญวาทย์วิทยาลัย” นามแห่งเกียรติยศและเกียรติภูมิที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน


เอกสารอ้างอิง

100 ปี แห่งบุญวาทย์ คือความภูมิใจ คือเกียรติคุณ. (2541). ลำปาง: ม.ป.พ.

ศาลเจ้าพ่อกว้าน: มรดกทางจิตวิญญาณจากชุมชนสู่สัญลักษณ์แห่งโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย

โดย นายมติ วงศ์ทิพจักร ศิริพันธุ์


ท่ามกลางบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของจังหวัดลำปาง ศาลเจ้าพ่อกว้านดำรงอยู่มิได้เป็นเพียงอาคารสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่เป็นดั่งสัญลักษณ์อันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ศาลเจ้าพ่อกว้านมิใช่เพียงอนุสรณ์สถานภายในรั้วโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย หากแต่เป็นส่วนหนึ่งอันไม่อาจแยกออกจากประวัติศาสตร์ของเมือง สำหรับผู้คนในท้องถิ่น ศาลเจ้าพ่อกว้านเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวและสร้างขวัญกำลังใจมาเนิ่นนาน เคียงคู่ไปกับความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชุมชน และสำหรับชาวโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ศาลเจ้าพ่อกว้านยิ่งทวีความหมาย เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งสถาบันที่ผูกพันกับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองอย่างลึกซึ้ง การศึกษาและทำความเข้าใจประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าแห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงการสำรวจเรื่องราวภายในโรงเรียน หากแต่เป็นการเปิดประตูสู่โลกแห่งความเชื่อ ประเพณี และความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างชุมชน สถาบันการศึกษา และมิติทางจิตวิญญาณที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ


ปฐมบทแห่งศาลสถิตยุติธรรม: จุดกำเนิดในนคร
ย้อนอดีตกลับไปในยุคสมัยที่การปกครองและกระบวนการยุติธรรมยังคงผูกพันกับขนบธรรมเนียมประเพณี ศาลเจ้าพ่อกว้านได้ถือกำเนิดขึ้น ณ บริเวณด้านหลังบ้านพักของผู้พิพากษาหัวหน้าศาล บนถนนบุญวาทย์อันเป็นศูนย์กลางความเจริญของเมืองในอดีต ศาลแห่งนี้มิได้เป็นเพียงศาสนสถาน หากแต่มีบทบาทสำคัญในฐานะ “ศาลตัดสินความ” ของทางราชการ ด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น ศาลเจ้าพ่อกว้านถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงตามแบบศิลปะทรงไทย มีขนาดใหญ่โตโอฬาร กว้างประมาณ 10 เมตร และยาวถึง 20 เมตร โครงสร้างหลักทำจากไม้สักทองอันทรงคุณค่า ซึ่งแสดงถึงความสำคัญและฐานะของศาลในยุคนั้น ความน่าทึ่งของการก่อสร้างศาลเจ้าพ่อกว้านอยู่ที่เทคนิคอันแยบยลของช่างโบราณ ผู้รังสรรค์ศาลไม้สักทั้งหลังโดยปราศจากการใช้ตะปู หากแต่ใช้วิธีการเข้าลิ่มสลักไม้ อันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สะท้อนถึงความละเอียด ประณีต และความแข็งแรงทนทานของสถาปัตยกรรมโบราณ หน้าจั่วของศาลประดับประดาไปด้วยลวดลายสลักเสลาอันอ่อนช้อยงดงาม เพิ่มพูนความสง่าและคุณค่าทางศิลปะให้กับศาลเจ้าพ่อกว้านอย่างหาที่เปรียบมิได้


ภายในศาลอันศักดิ์สิทธิ์ ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญที่บ่งบอกถึงหน้าที่ในการพิจารณาคดีความ อาทิ แท่นบัลลังก์สำหรับจ่าบ้านหรือผู้พิพากษา ผู้ทำหน้าที่ตัดสินข้อพิพาท และแท่นที่ประทับสำหรับเจ้านายผู้มีอำนาจปกครอง ก่อนเริ่มกระบวนการให้การต่อศาล คู่กรณีจะต้องกระทำพิธีสาบานตนต่อหน้า “หอเล็กๆ” อันเป็นที่สถิตของเจ้าพ่อกว้าน หอเล็กๆ แห่งนี้จึงเป็นเสมือน “ศาลศักดิ์สิทธิ์” ที่คู่ความต้องให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะให้การตามความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้เอง ศาลสถิตยุติธรรมจึงพลอยได้รับการขนานนามว่า “ศาลเจ้ากว้าน” สืบเนื่องมาจากความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อที่สิงสถิตอยู่ในบริเวณนั้น นามอันเป็นมงคลนี้จึงมิได้จำกัดอยู่เพียงศาลในโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย หากแต่เป็นชื่อที่ผู้คนแต่ดั้งเดิมใช้เรียกขานศาลสถิตยุติธรรมแห่งนี้


เจ้าพ่อกว้าน: เสื้อเมืองคู่บ้านคู่เมืองและความศรัทธาในท้องถิ่น

แม้ว่าจวบจนปัจจุบัน จะยังมิอาจทราบแน่ชัดถึงอัตลักษณ์และที่มาของ “เจ้าพ่อกว้าน” เสื้อเมืองผู้ปกปักษ์รักษาศาลสถิตยุติธรรมแห่งนี้ แต่เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า เจ้าพ่อกว้านทรงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ได้รับการเคารพศรัทธาอย่างกว้างขวางในระดับเดียวกับเจ้าพ่อหลักเมือง ความสำคัญของเจ้าพ่อกว้านมิได้จำกัดอยู่เพียงแวดวงข้าราชการหรือชนชั้นปกครอง หากแต่หยั่งรากลึกในจิตใจของผู้คนทุกหมู่เหล่า หลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงความสำคัญของเจ้าพ่อกว้านคือธรรมเนียมปฏิบัติในการเซ่นสังเวย ทุกครั้งที่มีการบวงสรวงเจ้าพ่อหลักเมือง เครื่องเซ่นสังเวยครึ่งหนึ่งจะต้องถูกแบ่งสรรปันส่วนเพื่อนำไปถวายแด่เจ้าพ่อกว้านเสมอมา นอกจากนี้ ในยามบ้านเมืองเผชิญกับภัยสงคราม หรือเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการติดตามจับกุมผู้ร้ายสำคัญ การบวงสรวงขอพรจากเจ้าพ่อกว้านถือเป็นพิธีกรรมสำคัญที่ขาดมิได้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้คนในการพึ่งพาอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อกว้านในการปกป้องคุ้มครองบ้านเมืองและผู้คน


เครื่องเซ่นสังเวยที่ใช้ในการบวงสรวงเจ้าพ่อกว้านประกอบไปด้วยสิ่งของอันเป็นมงคลและสื่อถึงความบริสุทธิ์ อาทิ หมูดำปลอด (หมูที่ไม่มีสีอื่นเจือปน) จำนวนหนึ่งตัว ไก่คู่ ตีนหมูสี่ตัว วัวกีบผึ้ง และหางไหมหนึ่งตัว ในอดีต การบวงสรวงเป็นหน้าที่ของ “ลุงแสน ภวังค์” ชายชราผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อกว้านเป็นที่เลื่องลือและได้รับการยอมรับในวงกว้าง ตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครลงมาจนถึงราษฎรสามัญชน เป็นประจำทุกปี ในเดือน 9 เหนือ แรม 5 ค่ำ จะมีการจัดพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ประจำปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยในยุคแรกเริ่มนั้น พิธีกรรมจะเน้นไปที่การบวงสรวงและสักการะ มิได้มีการเชิญเข้าทรงหรือฟ้อนผีดังเช่นที่ปรากฏในปัจจุบัน พิธีกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมของผู้คนในนครลำปางที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ


การย้ายถิ่นฐานสู่ร่มเงาบุญวาทย์วิทยาลัย: การอนุรักษ์มรดกของเมือง
เมื่อกาลเวลาผันผ่าน ความเจริญก้าวหน้าทางสังคมและเทคโนโลยีได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระบบศาลสถิตยุติธรรม การก่อสร้าง “ศาลยุติธรรม” แห่งใหม่ (ศาลจังหวัดปัจจุบัน) ได้เกิดขึ้น เพื่อรองรับปริมาณคดีความที่เพิ่มมากขึ้น และปรับปรุงสถานที่ให้มีความทันสมัย เมื่อศาลยุติธรรมแห่งใหม่สร้างแล้วเสร็จ กระบวนการพิจารณาคดีความต่างๆ จึงย้ายไปดำเนินการ ณ สถานที่แห่งใหม่ ส่งผลให้ศาลเจ้าพ่อกว้านเดิมถูกทิ้งร้างไร้การดูแล ด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะอนุรักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของท้องถิ่น ทางราชการจึงมีดำริที่จะรื้อย้ายศาลเจ้าพ่อกว้านจากที่ตั้งเดิมมายัง “โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย” ในราวปี พ.ศ. 2479 การตัดสินใจครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการรักษาสถาปัตยกรรมโบราณ หากแต่เป็นการนำศาลเจ้าพ่อกว้านมาประดิษฐาน ณ สถานที่อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองต่อไป การย้ายศาลเจ้าพ่อกว้านมายังโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยจึงเป็นการธำรงรักษามรดกอันล้ำค่าของเมืองไว้ให้คงอยู่สืบไป มิใช่เพียงแค่การสร้างสัญลักษณ์ภายในโรงเรียนเท่านั้น


การรื้อย้ายและสร้างศาลเจ้าพ่อกว้านขึ้นใหม่ในบริเวณโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างพิถีพิถัน โดยคงรูปแบบและโครงสร้างเดิมไว้ทุกประการ มิมีการตัดทอนหรือเพิ่มเติมองค์ประกอบใดๆ ศาลเจ้าพ่อกว้านที่สร้างขึ้นใหม่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ บริเวณด้านหลังเสาธงของโรงเรียน (ตำแหน่งที่ตั้งของเสาธงทอดตลอดจนถึงบางส่วนของบริเวณส่วนป่าโรงเรียนในปัจจุบัน) ในช่วงแรกที่ย้ายมายังโรงเรียน ศาลเจ้าพ่อกว้านยังมิได้ถูกนำมาใช้เป็นห้องเรียน กระทั่งในปีต่อมา เมื่อโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่จัดการชุมนุมลูกเสือระดับอำเภอในจังหวัด ศาลเจ้าพ่อกว้านจึงถูกปรับเปลี่ยนบทบาทเป็น “สโมสรลูกเสือ” ต่อมา ศาลแห่งนี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับการอบรมครู ว. (ครูจังหวัด) และในที่สุด เมื่อจำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น สถานที่เรียนเริ่มคับแคบ ศาลเจ้าพ่อกว้านจึงถูกปรับเปลี่ยนเป็น “ห้องเรียน” สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยเหตุนี้ นักเรียนเก่าบุญวาทย์วิทยาลัยที่ได้ศึกษาเล่าเรียนในศาลเจ้าพ่อกว้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา จึงได้รับการขนานนามอย่างภาคภูมิใจว่าเป็น “ลูกเจ้ากว้าน” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงนักเรียนเข้ากับประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของเมืองผ่านศาลเจ้าพ่อกว้าน


ความศักดิ์สิทธิ์ในโรงเรียน: การสืบสานความเชื่อ
ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อกว้านยังคงดำรงอยู่และส่งผลต่อวิถีชีวิตของนักเรียนและครูในโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จากคำบอกเล่าของครูปานแก้ว พันธ์ปวน อดีตครูเก่าผู้เป็นที่เคารพรักของศิษย์เก่าบุญวาทย์ฯ เล่าว่า นักเรียนใหม่ทุกคนที่ย้ายเข้ามาเรียนในศาลเจ้าพ่อกว้านจะต้องกระทำพิธีบอกกล่าวและเคารพสักการะเจ้าพ่อเสียก่อน หากละเลยหรือไม่ปฏิบัติตาม อาจประสบเคราะห์กรรมต่างๆ นานา อาทิ อาการเจ็บป่วยไม่สบาย นักเรียนที่ซุกซนปีนป่ายฝาห้องหรือขึ้นไปนั่งบนแท่นบัลลังก์ มักมีอาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่เมื่อสำนึกผิดและขอขมาลาโทษต่อเจ้าพ่อ อาการเหล่านั้นก็จะทุเลาลงและหายไปในที่สุด ความเชื่อเหล่านี้มิได้เป็นเพียงเรื่องเล่าภายในโรงเรียน หากแต่สะท้อนถึงความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในท้องถิ่นที่มีต่อเจ้าพ่อกว้านที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน


ครูปานแก้วยังเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อกว้าน ครั้งหนึ่งขณะที่คุณครูนั่งอยู่ที่โต๊ะครูหน้าชั้นเรียนในศาลเจ้าพ่อกว้านและเกิดอาการง่วงงุน ในห้วงภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้นเอง คุณครูรู้สึกราวกับมีใครมายืนอยู่ข้างๆ และสะกิดให้ตื่น เมื่อลืมตาขึ้น คุณครูก็ตาสว่างในทันที และเป็นที่น่าประหลาดใจว่า ขาโต๊ะด้านนั้นของคุณครูมักจะมีดอกไม้ธูปเทียนมาวางประดับอยู่เสมอ สร้างความเชื่อมั่นให้กับคุณครูว่า เจ้าพ่อกว้านได้เสด็จมาประทับ ณ ที่แห่งนั้น เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อกว้านที่มิได้จางหายไปตามกาลเวลา แม้ศาลจะย้ายมาอยู่ในบริบทของสถานศึกษา


อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แสดงถึงอิทธิฤทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อกว้านคือเหตุการณ์ในงานฤดูหนาวที่จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าบุญวาทย์วิทยาลัยในอดีต ก่อนวันงานเพียงหนึ่งวัน ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับพายุฝนกำลังจะโหมกระหน่ำ คณะกรรมการจัดงานต่างวิตกกังวลและเตรียมขนขี้เลื่อยมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ครูปานแก้วได้สอบถามกรรมการว่าได้ทำการบนบานศาลกล่าวต่อเจ้าพ่อกว้านแล้วหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่ายังไม่มีใครดำเนินการ คุณครูปานแก้วจึงตัดสินใจบนบานศาลกล่าวด้วยตนเอง ผลปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน ท้องฟ้าก็กลับมาโปร่งใสทันที และตลอดระยะเวลา 7 วัน 7 คืนของการจัดงานฤดูหนาว ฝนก็มิได้ตกลงมาอีกเลย เหตุการณ์นี้เป็นที่กล่าวขานและตอกย้ำความเชื่อในหมู่ชาวบุญวาทย์วิทยาลัยและผู้คนในท้องถิ่นถึงอานุภาพแห่งเจ้าพ่อกว้าน


อย่างไรก็ตาม การดำรงอยู่ของศาลเจ้าพ่อกว้านในบริเวณโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยก็มิได้เป็นไปอย่างถาวร ในปี พ.ศ. 2497 โรงเรียนได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการเพื่อก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ตามแผนผังการก่อสร้างอาคารเรียนที่ออกแบบโดย หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อาคารหลังใหม่จะต้องถูกสร้างขึ้นในบริเวณที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อกว้านเดิม ด้วยเหตุนี้ ศาลเจ้าพ่อกว้านจึงจำเป็นต้องถูกรื้อถอนไปอย่างน่าเสียดาย ชิ้นส่วนไม้สักอันทรงคุณค่าที่เป็นองค์ประกอบของศาลเจ้าพ่อกว้านได้ถูกนำไปกองเก็บไว้บริเวณหน้าตึกวิทยาศาสตร์ (อาคารกีรติคุณในปัจจุบัน) และโรงพลศึกษา บ้างก็นำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ความตั้งใจเดิมที่จะอนุรักษ์รักษามรดกทางวัฒนธรรมจึงมิอาจบรรลุผลได้อย่างสมบูรณ์


ถึงกระนั้น ยังคงมีผู้ที่ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการอนุรักษ์ศิลปะวัตถุและโบราณสถาน ชิ้นส่วนบางส่วนของศาลเจ้าพ่อกว้านจึงได้รับการร้องขอและนำไปเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์วัดเมืองสาสน์ และพิพิธภัณฑ์วัดพระแก้วดอนเต้า นับเป็นความโชคดีที่มรดกทางวัฒนธรรมส่วนหนึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชม ความพยายามในการอนุรักษ์นี้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่ผู้คนมอบให้กับศาลเจ้าพ่อกว้านในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมือง


ปัจจุบันและบทบาทอันยั่งยืน: ขวัญกำลังใจของชาวบุญวาทย์และชุมชน
ปัจจุบัน ศาลเจ้าพ่อกว้านปรากฏอยู่สองแห่ง แห่งแรกคือที่ตั้งเดิมในบริเวณตลาดรอบเวียง (กาดเจ้ากว้าน ตามชื่อเรียกของผู้คนในท้องถิ่น) ตรงข้ามโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ณ สถานที่แห่งนี้ ยังคงมีการประกอบพิธีกรรมทรงเจ้าและฟ้อนผีตามความเชื่อดั้งเดิม ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนทั่วไป ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือศาลเจ้าพ่อกว้านขนาดเล็กที่สร้างขึ้นใหม่ทดแทนศาลใหญ่เดิม ศาลเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังตึกวิทยาศาสตร์เก่าของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย (ปัจจุบันคืออาคารกีรติคุณ) ต่อมา ศาลเจ้าพ่อกว้านได้ถูกย้ายและสร้างขึ้นใหม่อย่างสง่างาม ณ บริเวณประตูทางเข้าโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยในปัจจุบัน ทั้งสองสถานที่นี้ต่างเป็นที่เคารพสักการะและแสดงให้เห็นถึงความผูกพันของศาลเจ้าพ่อกว้านกับทั้งโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยและชุมชน


ศาลเจ้าพ่อกว้านเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวลำปาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียน นักกีฬา และคณาจารย์โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ที่มักเดินทางไปสักการะขอพรให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขันและการศึกษา แม้แต่ครูบาอาจารย์ที่แบกรับความคาดหวังในความสำเร็จของลูกศิษย์ ก็ยังพึ่งพาศาลเจ้าพ่อกว้านเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ (ศรีสมมารถ ไชยเนตร, 2530) ทุกครั้งที่นักกีฬาทีมแดง-ขาวหรือนักเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยต้องออกไปแข่งขันในนามโรงเรียน พวกเขาจะเดินทางไปขอพรจากศาลเจ้าพ่อกว้าน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและทีม การกระทำเช่นนี้เสมือนการขอขวัญและกำลังใจจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งแม้อำนาจแห่งความศักดิ์สิทธิ์จะไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ตราบใดที่การแข่งขันกีฬายังคงดำเนินต่อไป “เจ้าพ่อกว้าน” ก็ยังคงเป็น “ขวัญ” และที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบุญวาทย์วิทยาลัยตลอดไป


ความศรัทธานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปสู่ผู้คนในชุมชนโดยทั่วไป ทำให้ศาลเจ้าพ่อกว้านกลายเป็นมรดกทางจิตวิญญาณร่วมกันของคนเมืองลำปาง ทั้งชาวบุญวาทย์วิทยาลัยและคนในชุมชนต่างให้ความเคารพและพึ่งพาศาลเจ้าพ่อกว้านในฐานะที่เป็นศูนย์รวมแห่งพลังใจและความหวัง สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของศาลเจ้าพ่อกว้านที่ไม่เพียงแต่สนับสนุนความสำเร็จของกลุ่มคนบางกลุ่ม แต่ยังเชื่อมโยงผู้คนในเมืองลำปางเข้าด้วยกันผ่านความเชื่อและความศรัทธาที่สืบทอดมายาวนาน


ศาลเจ้าพ่อกว้านมิได้เป็นเพียงศาลเจ้าธรรมดาทั่วไป หากแต่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของท้องถิ่นและโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จากศาลสถิตยุติธรรมอันเก่าแก่ สู่ศาสนสถานคู่โรงเรียน ศาลเจ้าพ่อกว้านได้ผ่านกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามทางสถาปัตยกรรม ความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ หรือบทบาทในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ศาลเจ้าพ่อกว้านได้ฝากฝังร่องรอยแห่งความศรัทธาและความผูกพันไว้ในหัวใจของชาวบุญวาทย์วิทยาลัยและผู้คนในท้องถิ่นอย่างมิอาจลืมเลือน ศาลเจ้าพ่อกว้านจึงมิใช่เพียงประวัติศาสตร์ของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมือง ที่หล่อหลอมรวมอยู่ในวิถีชีวิต จิตวิญญาณ และวัฒนธรรมของนครลำปางแห่งนี้ แม้ว่ากาลเวลาจะผันผ่าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด “เจ้าพ่อกว้าน” ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของลูกบุญวาทย์และผู้คนในนครลำปางสืบไปชั่วกาลนาน


เอกสารอ้างอิง

90 ปีบุญวาทย์รำลึก. (2531). ลำปาง: ม.ป.พ.

เหลนน้อย . (2508). บุญวาทย์ ที่ระลึกในวันครบรอบ 60 ปี. ลำปาง: ม.ป.พ.

ศรีสมมารถ ไชยเนตร. (2530). สมุดหมายเหตุรายวัน. ลำปาง: ม.ป.พ.